ในยุคที่ Social Commerce ซึ่งเป็น e-Commerce ในรูปแบบหนึ่งกำลังขยายตัว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า Social Commerce ได้กลายเป็นโลกธุรกิจใบใหม่ที่ผู้ขายและผู้ซื้อต่างให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ต่อยอดมาจาก Social Media เช่น Facebook, Instagram หรือ Line เพราะเป็นการสื่อสารยุคใหม่ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก จึงเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจที่อาศัยการทำตลาดในช่องทางนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
โดยเฉพาะกับ Facebook มีฟีเจอร์ Facebook Live ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้งาน และถูกนำมาต่อยอดเป็นเครื่องมือสนับสนุนการขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขายสินค้าผ่านการ Live หรือ “ไลฟ์สด” ที่ทำให้ผู้ขายสามารถถ่ายทอดสดการพูดคุย หรือการขายสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งผู้ติดตามเพจ หรือคนที่เป็นเพื่อน สามารถเข้ามาทักทาย หรือสร้างการมีส่วนร่วมไปกับการถ่ายทอดสดครั้งนั้นได้แบบทันทีเช่นกัน
แต่การขายของผ่านการไลฟ์สด ที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถสร้างยอดขายได้เป็นจำนวนมากๆ นั้น ยังต้องอาศัยปัจจัยเอื้อในอีกหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของเทคนิค หรือระบบการจัดการที่เป็นงานหลังบ้าน เพราะในยุคที่ Facebook ยังมีการปิดการมองเห็นข้อความในคอมเมนท์ ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่ทำให้ออเดอร์ตกหล่น หรือมีข้อความค้างอยู่ในแชทโดยที่ผู้ขายไม่รู้ตัว รวมถึงในเรื่องของการเชื่อมโยงกับระบบการชำระเงิน การแจ้งเตือนต่างๆ ไปจนถึงขั้นตอนการจัดส่งสินค้า ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่หากจัดการไม่ทันกับจำนวนการสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อการไลฟ์สดยังสามารถตอบโจทย์เรื่องการสร้างยอดขายได้ดี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ขายจำนวนมากที่ขาดความรู้ในเชิงเทคนิค และไม่สามารถเข้าถึงระบบการจัดการที่ดีได้ วันนี้จึงเกิดธุรกิจบริการรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็ม หรือรองรับกับความต้องการในเรื่องดังกล่าว ผ่านรูปแบบบริการแพลตฟอร์มการไลฟ์สด รวมถึงการให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อการทำไลฟ์สด ที่เปรียบเสมือนเป็นสถานีถ่ายทอดสดในการจำหน่ายสินค้าแบบเรียลไทม์
J Shop Live Station คือ ธุรกิจบริการที่ต่อยอดมาจากธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์บนหน้า Facebook Page ที่มีชื่อว่า J Shop Thailand Live ไลฟ์สดแฟชั่นสุดฮิต แม้ว่าเพิ่งก่อตั้งมาเพียงไม่กี่ปีแต่สามารถสร้างยอดขายทะลุหลักร้อยล้านบาทไปแล้ว โดยในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 200 ล้านบาท และมีประมาณการส่งของมากกว่า 5,000 – 10,000 ห่อต่อวัน จากการขายสินค้าผ่านไลฟ์สดเพียง 2 - 4 ชั่วโมงต่อวัน
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ทาง J Shop Thailand Live ได้พัฒนาระบบการจัดการงานหลังบ้านทั้งหมดขึ้นมาเอง และด้วยความสำเร็จที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มญาติมิตร และลูกค้าประจำที่เข้าชม Live ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีการขายสินค้าในช่องทางต่างๆ อยู่ด้วยเช่นกัน
ฐปนรรฆ์ชัย วัฒนะชัยกูล Chairman&CEO, J Shop Thailand กล่าวว่า J Shop Live Station เป็นโมเดลที่พัฒนาต่อยอดจากร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์บน Facebook ที่ตนเอง และภรรยาก่อตั้งขึ้นมา และสามารถสร้างยอดขายได้ดีจากการใช้เทคนิคการ Live ทำให้มีผู้สนใจ และอยากลอง Live ขายสินค้าที่มีอยู่บ้าง แต่ยังขาดความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ และขาดความรู้ในเชิงเทคนิค รวมถึงระบบบริหารจัดการต่างๆ ที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับมือใหม่
“เราจึงมองเห็นโอกาสทางการตลาดของการไลฟ์สดที่ยังเติบโต และเกิดไอเดียในการสร้างตัวสถานี บวก Fulfillment เพื่อทำหน้าที่เหมือนห้องถ่ายทอดสด เรามีระบบที่จะมาช่วยจัดการในเรื่องของการตอบแชท รวมถึงการจัดการงานต่างๆ เช่น การชำระค่าสินค้า การแพ็คสินค้า ไปจนถึงการดีลกับบริษัทขนส่งต่างๆ ซึ่งการในดีลในจำนวนมากๆ จะทำให้ได้อัตราค่าจัดส่งที่ถูกลงไปอีก ส่งผลให้ต้นทุนการทำไลฟ์สดในแต่ละครั้งลดต่ำลง โดยการพัฒนาแพลตฟอร์ตเป็นการต่อยอดจากแพลตฟอร์มที่เราพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เอง เมื่อมีคนสนใจเราก็มาวิเคราะห์ดูกลุ่มลูกค้าว่า มีธุรกิจขนาดไหนบ้างโดยดูจากยอดขาย และสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพื่อกำหนดรูปแบบแพ็คเกจการใช้งาน มีตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับธุรกิจที่มีความแตกต่างในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ”
ปัจจุบัน J Shop Live Station มีพื้นที่เพื่อจัดทำเป็นสถานีถ่ายทอดสดจำนวน 3 ห้อง ในช่วงเริ่มต้นเป็นการทดลองการให้บริการกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนใกล้ตัว ต่อมาได้ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้า และคู่ค้าต่างๆ โดยเตรียมขยายจำนวนเพิ่มเป็น 5 ห้อง พร้อมวางแผนก่อสร้างอาคารสูง 6 ชั้น หลังใหม่ เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการของ J Shop Live Station หากแล้วเสร็จจะทำให้มีจำนวนสถานีเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 - 12 ห้อง ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย มีทั้งห้องขนาดเล็ก ขนาดกลาง ห้องแบบปิดที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสามารถสร้างธีมแบบที่ต้องการได้ รวมถึงห้องแบบเปิดโล่งเพื่อสร้างบรรยากาศสบายๆ มีความคล่องตัว เพื่อให้เกิดความสนุกสนานมากขึ้น
โดย J Shop Live Station สามารถเชื่อมต่อได้กับ Facebook และ Instagram ซึ่งการใช้บริการจะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 3,999 บาท และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติมผันแปรตามจำนวนออเดอร์ เฉลี่ยที่ 23 บาทต่อออเดอร์ เช่น ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม การใช้สถานที่ การจัดการแชท การแพ็คกิ้ง+คลังสินค้า รวมไปถึงค่าวัสดุอุปกรณ์การแพ็ค และการจัดส่งสินค้า
J Shop Live Platform เป็นอีกหนึ่งบริการที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการขายของผ่านการไลฟ์สดของลูกค้า ซึ่งเป็นบริการในรูปแบบแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถใช้งานระบบการทำไลฟ์สดได้ด้วยตนเอง โดยมีเก็บค่าบริการเป็นรายเดือนตามระดับการใช้งาน ได้แก่ ระดับ Starter ราคา 999 บาทต่อเดือน (จำกัด 2,000 ทรานแซกชั่นส์) และระดับ Business ราคา 2,999 บาทต่อเดือน (ไม่จำกัดทรานแซกชั่นส์) และมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 2,999 บาท สามารถใช้แพลตฟอร์มฟรี 1 เดือน ฟรีการพิมพ์เอกสาร 250 หน้า และฟรีแพ็คกิ้ง 250 แพ็ค
“J Shop Live Platform จะเหมาะกับลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด โดยวิธีการใช้จะมีการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมา เมื่อเริ่มขาย และมีการใส่รหัสตัวเลขที่เป็นราคาขายสินค้าตัวนั้นๆ รหัสก็จะไปตรงกับในระบบที่บันทึกไว้ ระบบก็จะเริ่มดูดข้อมูลการสั่งซื้อมาเก็บไว้ว่า ก่อนทำตลาดมีการสำรวจความคิดเห็น พบว่าลูกค้าจำนวนมากให้ความสนใจ วันนี้ลูกค้าของเราอาจจะเริ่มจากการเป็น Starter เมื่อขายได้มากขึ้นก็จะมีการขยับขึ้นเป็นไซส์ M และ L อย่างแน่นอน”
ฐปนรรฆ์ชัย กล่าวเสริมว่า จุดเด่นของ J Shop Live Platform คือ 1)ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ด้วยการใช้ตัวเลขราคาแทนรหัสสินค้า ทำให้เข้าใจง่ายใช้งานสะดวก โดยลูกค้าที่สนใจจองสินค้าในไลฟ์เพียงแค่พิมพ์ตัวเลขที่เป็นราคาของสินค้าชิ้นนั้นๆ ระบบก็จะดึงคอมเมนท์ไปรวมไว้กับรายการสินค้าชิ้นนั้น ซึ่งการตั้งรหัสด้วยราคาสินค้าสามารถตั้งซ้ำกันได้ เนื่องจากในช่วงการไลฟ์ระบบจะมีการเปิด-ปิดออเดอร์เป็นช่วงๆ และ 2) การมีระบบหลังบ้าน ที่มาช่วยเติมเต็มในเรื่องของการบริหารจัดการ เช่น ระบบการชำระเงิน ระบบขนส่งสินค้า ที่เชื่อมต่อกับบริการขนส่งแต่ละเจ้า รวมถึงการแพ็คสินค้า ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีระบบการแจ้งเตือนไปยังลูกค้า
“หัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบหลังบ้านมีความทันสมัย คือ การตั้งคำถาม และพัฒนาระบบจาก Pain Point ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และทำให้ระบบสามารถใช้งานได้ง่ายมากที่สุด ด้วยความที่เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเอง จึงสามารถต่อยอดในเรื่องลูกเล่นต่างๆ ได้ เช่น การทำคูปองส่วนลด หรือการทำระบบสมาชิก เป็นต้น”
นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีรูปแบบบริการที่ถือช่วยซัพพอร์ตการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือยังมีออเดอร์จำนวนน้อยด้วยการรับฝากขายสินค้าเพื่อนำมาขายผ่านการไลฟ์สดบนหน้าเพจ J Shop Thailand Live ไลฟ์สดแฟชั่นสุดฮิต ที่ปัจจุบันมีฐานของผู้ติดตามเพจมากกว่า 5 แสนราย โดยสินค้าที่นำมาไลฟ์สดขายบนเพจส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ประมาณ 27% แฟชั่นเสื้อผ้า 28% อาหารและเครื่องดื่ม 24% และอื่นๆ 11%
ในระหว่างการใช้งาน J Shop Live Station จะมีทีมงานจากเพจ J Shop Thailand Live ไปช่วยโค้ช และเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้คำแนะนำต่างๆ ทำให้การไลฟ์ของลูกค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงแตกตางจากการไลฟ์สดที่ทำเองที่บ้าน เพราะไม่มีระบบต่างๆ มารองรับ แต่ถ้าหากว่า ผู้ใช้บริการยังไม่สามารถสร้างยอดขายได้จากการไลฟ์ของตนเอง แต่สินค้ามีความน่าสนใจ ทางบริษัทก็จะช่วยรับฝากขายโดยนำสินค้านั้นๆ ไลฟ์ขายบนเพจของ J Shop Thailand Live ทำให้ผู้ใช้บริการไม่เสียโอกาสในการขายสินค้าของตนเอง และยังอาจได้เป็นพาร์ทเนอร์กันในอนาคตอีกด้วย
“สำหรับ J Shop Live Station จะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และมีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจนกว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ เริ่มมียอดขาย โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามจำนวนออเดอร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากลูกค้ามียอดขายมากค่าบริการก็จะลดต่ำลง เช่น ผู้ใช้บริการในระดับเริ่มต้นที่มีจำนวนออเดอร์ไม่ก็อาจเสียค่าธรรมเนียมทรานแซกชั่นละ 5 บาท แต่ถ้ามียอดเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ออเดอร์ต่อเดือน อาจเสียค่าธรรมเนียนมทรานแซกชั่นละ 3 บาท เป็นต้น”
ตัวอย่าง ลูกค้าที่สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างชัดเจน จากการเข้ามาใช้บริการ J Shop Live Station เพื่อไลฟ์สดขายสินค้าเสื้อผ้ากีฬา โดยในช่วงเดือนแรกเริ่มต้นจากยอดขายประมาณ 2 - 3 หมื่นบาท เมื่อปรับตัวได้ยอดขายก็เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาทในเดือนถัดมา ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนต่อเดือน
ฐปนรรฆ์ชัย ย้ำว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการทำไลฟ์สด คือ การทำในคนรู้จักในช่วงเดือนแรก ดังนั้นจึงต้องสร้างคาแรกเตอร์ของตัวเองให้เป็นที่จดจำ ต้องสร้างโทนของภาพในสไตล์ที่ชอบ รวมถึงการสร้างบรรยากาศ แสง สี เสียง และแบ็คกราวนด์ด้านหลังให้โดดเด่น เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ
นอกจากนี้ การทำไลฟ์สดที่ดี ยังต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องตัวสินค้าที่จะนำมาขายในวันนั้นๆ ควรเรียงลำดับสินค้าที่จะขายให้มีความต่อเนื่องจึงอาจต้องมีการทำสคริปท์ เนื่องจากการไลฟ์สดก็เหมือนกับการผลิตรายการทีวีที่มีขั้นตอนต่างๆ รวมถึงต้องจัดเตรียมระบบให้พร้อมก่อนการไลฟ์จะเริ่มต้น เพราะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีทรานแซกชั่นจากลูกค้าจะเข้ามาเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองเปรียบเทียบกับการที่ต้องทำไลฟ์สดเอง สำหรับมือใหม่อาจต้องมีการลงทุนในเรื่องต่างๆ มากมายเพื่อจัดเตรียมความพร้อม นอกเหนือจากตัวสินค้ายังมีเรื่องของ ซองพัสดุ หรือกล่องสำหรับแพ็คสินค้า เครื่องพิมพ์เอกสารสำหรับทำใบปะหน้ากล่อง รวมถึงการซื้อชุดไฟ และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 10,000 - 15,000 บาท จึงกลายเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มขายสินค้า
ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีระบบบริหารจัดการที่ดี เพื่อทำให้การขายของผ่านไลฟ์สดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นการลดต้นทุนการจัดการธุรกิจให้น้อยลงได้ ที่สำคัญ คือ การมีผู้ช่วยทางความคิดที่สามารถให้คำแนะนำได้ตลอด ทำไมไม่ต้องเสียเวลากับการลองผิดลองถูก ก็ย่อมจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เว็บไซต์สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น
เราจึงขอให้ท่านยินยอมสำหรับการใช้คุกกี้ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน นโยบายเว็บไซต์ และ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล